นิติชัยชิตาทร

นิติชัยชิตาทร ผู้เป็นมิตรได้กับทุกคน จนกลายเป็นหนึ่งในขวัญใจมหาชน

Uncategorized

นิติชัยชิตาทร ผู้เป็นมิตรได้กับทุกคน จนกลายเป็นหนึ่งในขวัญใจมหาชน

ต้องยอมรับว่าบทบาทการเป็นพิธีกรของ ‘ป๋อมแป๋ม’ – นิติ ชัยชิตาทร ได้เปิดมุมมองใหม่ให้กับคนดูรายการโทรทัศน์ในเรื่องของเพศทางเลือก เพราะเขาแสดงให้เห็นว่าคนที่เป็น LGBT นั้น

ก็ฉลาด มีความคิด และเป็นมิตรได้กับทุกคน จนกลายเป็นหนึ่งในขวัญใจมหาชนที่ใครๆ ต่างก็ชื่นชอบ ซึ่งนอกจากเราจะรู้จักเขาในฐานะของพิธีกรรายการ เทยเที่ยวไทย แล้ว ป๋อมแป๋มยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในฐานะโปรดิวเซอร์ รวมถึงอีกหลายรายการอย่าง ต่อปาก ต่อคำ ติดไฟแดง หรือ ทอล์ก – กะ – เทย Tonight ซึ่งรายการหลังถือว่าประสบความสำเร็จคว้ารางวัลทอล์กโชว์ยอดเยี่ยมจากงานประกาศรางวัลนาฏราช ครั้งที่ 9 ในปี 2560 นั่นทำให้เมื่อนึกถึงความเป็น ‘Entertainer’ เราจะไม่นึกถึงป๋อมแป๋มไม่ได้จริงๆ

การพูดคุยในครั้งนี้ เราจึงอยากรู้ว่าตัวเขาเองนั้นมองสังคมและภาพรวมของการเป็นนักสื่อสารมวลชนในปัจจุบันไว้อย่างไร ซึ่งคำตอบที่ได้นั้นก็ทั้งคม ตลก และแสบสันถึงใจจริงๆ

เคยคิดบ้างไหมว่าทำไมคนถึงชอบดูเรา จนได้รับตำแหน่ง Men of The Year สาขา TV Personality จาก GQ Thailand
เราว่าคนที่ประกอบสัมมาอาชีพเขาก็จะมีมุมของแต่ละคน แต่อาวุธของเราคือ การที่เป็นเด็กอักษรศาสตร์ ทำให้เรียนรู้ภาษาในหลากหลายระดับมาก ตั้งแต่ภาษาที่ใช้คุยกับเทพ จนภาษาที่ไว้ใช้ด่ากัน ในขณะที่เราสามารถพูดต่ำที่สุดได้ ก็สามารถพูดกับเทพได้ ไม่ว่าจะเป็นใครอยู่ในสังคมแบบไหน อายุเท่าไหร่ เขาสามารถฟังเรารู้เรื่องได้ เราถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่าถ้าจะคุยกับคนนี้ต้องพูดจาแบบนี้

หรือสื่อสารกับเขาแบบนี้ อย่างใน เทยเที่ยวไทย หรือ ทอล์ก-กะ-เทย Tonight การสื่อสารมันง่าย มันตรง รู้ว่ากำลังจะพูดกับใคร เราเลยสามารถพูดได้โดยไม่ต้องมาประดิษฐ์หรือปรุงแต่งอะไร คงเป็นเหตุผลที่ทำให้การเป็นพิธีกรของเราโดดเด่น และคนดูก็เข้าใจได้ว่าเหมือนกำลังดูเพื่อนมานั่งเล่านั่นนี่ให้ฟัง วิเคราะห์บอล

นิติชัยชิตาทร ผู้เป็นมิตรได้กับทุกคน จนกลายเป็นหนึ่งในขวัญใจมหาชน

คนทำรายการทีวีตอนนี้ถือว่าได้เปรียบกว่านักทำรายการมือสมัครเล่นลงยูทูปหรือช่องดิจิทัลไหม เพราะเราเห็นว่ารายการทางช่องหลักยังแข็งแรงอยู่

แต่กับช่องทางเลือกเหมือนจะค่อยๆ หายไปเรื่อยๆ
หูย อันนี้ไม่กล้าตอบเชิงลึกเลย เพราะเราไม่รู้ข้อมูลตรงนี้มากพอ แต่เราต้องมองว่าการที่รายการออนไลน์เกิดขึ้นนั้น เพราะพฤติกรรมการใช้เวลาของคนทุกวันนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เด็กในทุกวันนี้เป็นเจ้าของเวลา สามารถจัดการบริหารเวลาและสถานที่ได้เอง เด็กทุกวันนี้ไม่มีเซนส์ของคำว่า Timetable อีกต่อไปแล้ว เพราะเขาสามารถจัดสรรเวลาในชีวิตได้ด้วยตัวเอง ขนาดเรื่องเรียนเขายังเลือกได้เองเลยว่าจะลงเรียนตอนไหน หรือเรียนแบบออนไลน์ เราอยู่ในยุคของคนที่คุมเวลาได้

แล้วคนจะยังให้ความสนใจกับรายการทางโทรทัศน์ที่ On Time ได้ถึงเมื่อไหร่
สมัยเราเรื่องนี้สำคัญมากเพราะถ้าเราพลาดแล้วพลาดเลย และเราต้องเลือก เช่น ตอนสามทุ่มละครช่อง 3 กับละครช่อง 7 ที่ฉายเวลาเดียวกันแล้วสนุกเหมือนกัน เราต้องสลับช่องระหว่างโฆษณา นั่นคือยุคของ Single Screen ซึ่งไม่ใช่ For One Person ด้วย แต่เป็น For One Family เราต้องเลือกทั้งสถานที่และเวลา เด็กสมัยนี้ไม่ต้องแล้ว เด็กสมัยนี้มีคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องก็สามารถจัดการหน้าต่างโปรแกรม 20 หน้าต่างด้วยความคล่องมือ สมัยเด็กๆ เวลาเรานัดเพื่อนกินข้าวหรือนัดกันไปเที่ยว เราจะฟิกซ์เวลามาก บ่ายสองโมงนะมึงเจอกันหน้าแม็กฯ มาบุญครอง เด็กสมัยนี้จึงไม่มีความจำเป็นต้องรอดูทีวีอีกแล้ว

คุณเป็นคนผลิตสื่อทางโทรทัศน์ ความไม่จำเป็นต้องรอดูรายการตามเวลาต่อไปทำให้คุณทำงานยากขึ้นไหม
ค่ะ ยากขึ้น ถ้ารายการไหนที่เราต้องทำให้วัยรุ่นดู เราก็จะไปทางที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับเวลาออนแอร์ไปเลย แต่รายการไหนที่ยังต้องมีคนแก่คนเฒ่าดู คนที่ปิดร้านอาหารตามสั่งตอนสามทุ่มเสร็จแล้วค่อยมาดู ซึ่งคนกลุ่มนี้เราต้องเผื่อใจคิดถึงพวกเขาอยู่ ก็เลยต้องใช้วิธีการลงทางทีวีก่อนแล้วค่อยเอาไปลงออนไลน์

ในฐานะที่เป็นนักสื่อสาร คุณมองว่าตอนนี้บ้านเรามีปัญหาเรื่องการสื่อสารในเรื่องไหน
เรามักเข้าใจไปว่าการสื่อสารคือการพูด แล้วก็ลืมไปว่าการสื่อสารนั้นมีการฟังด้วย ต้องทำความเข้าใจคำว่าสื่อสารใหม่ ว่า ‘สื่อสาร’ ไม่ใช่แค่การพูด และไม่ใช่การถ่ายข้อมูลอย่างเดียว ต้องมีเรื่องของการรับข้อมูลด้วย คนทุกวันนี้ที่บอกว่าเน้นการสื่อสารก็จะพูดอย่างเดียว ไม่ค่อยฟัง แล้วก็พูดเก่ง แต่พูดไม่รู้เรื่อง เวลาเราไปบรรยายตามมหาวิทยาลัยถามเด็กว่าทำไมถึงอยากเรียนคณะนิเทศศาสตร์ สิ่งที่เราได้รับคำตอบมาตลอดคือ อยากทำงานในวงการบันเทิง และเป็นคนพูดเก่ง ซึ่งผิดหมดเลย เพราะสื่อสารมวลชนไม่ใช่การทำงาน นิเทศศาสตร์ไม่ใช่การว่าด้วยเรื่องของวงการบันเทิง แต่เป็นเรื่องของการสื่อสาร ซึ่งความบันเทิงไม่ใช่การสื่อสาร ความบันเทิงเป็นอารมณ์อันเกิดจากการสื่อสาร สิ่งที่หายไปจากสังคมตอนนี้คือวิธีการสื่อสารที่ถูกที่ควร ที่อะไรจะเหมาะกับอะไร กาลเทศะต่างๆ ก็หายไปเพราะเราสื่อสารกันผิด

มิน่าคนถึงชอบถ่ายคลิปแรงๆ มาโชว์ แล้วคนดูเองก็เฮกันไปยกให้เป็นเน็ตไอดอล
อย่างคลิปแรงๆ ที่มันได้รับความนิยม เพราะมันสั้น มันแรง แล้วก็เร็ว ซึ่งมันก็ถูกต้องกับสื่อออนไลน์ที่ทุกอย่างไปเร็ว หายไว ไม่ต้องไปคิดอะไรเยอะ มาปุ๊บ เกิดอารมณ์ปั๊บ แล้วก็ไปเลย ความแรง การด่ากัน ทุกอย่างเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีการปูว่า ทั้งหมดต้องอยู่ที่ความดี ความงดงาม (ทำเสียงเล็กเสียงน้อย) อย่างเด็กหญิงวัลลีกว่าเขาจะรู้ว่าเธอทำความดี นางต้องวิ่งไปมาเป็นเดือน หรืออย่างเหตุการณ์ถ้ำหลวงเราก็ใช้เวลาเป็นสิบๆ วัน กว่าจะกลายเป็นเรื่องดีงามใหญ่โต ทุกอย่างมันเร็วจนไม่มีเวลาจะไตร่ตรองหรือเปล่า เพราะเราเอาอารมณ์นำ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *